Xi’an

images

 

ซีอาน (จีน: 西安; พินอิน: Xī’ān) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ซีอานเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกเมืองหนึ่ง ความหมาย: ความสงบสุขทางตะวันตก) เป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซี ในประเทศจีนและเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์จีน ในอดีตซีอานได้เป็นเมืองหลวงของ 13 ราชวงศ์ รวมทั้ง โจว ชิน ฮั่นและ ถัง ซีอานยังเป็นเมืองปลายทางของเส้นทางสายไหม ซีอานมีประวัติอันยาวนานมากกว่า 3,100 ปี โดยชื่อเดิมว่า ฉางอาน (Cháng’ān) ซึ่งมีความหมายว่า “ความสงบสุขชั่วนิรันดร์” ซีอานเป็นเป็นเมืองที่เจริญและใหญ่ที่สุดในส่วนตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน และเป็น 1 ใน 10 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99

 

 

Advertisements

Cloud Computing คืออะไร

Cloud หรือบางคนก็บอกว่า Cloud Computing มันคืออะไร ในอินเตอร์เน็ตมีคำแปลต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่ให้นิยามว่าเป็น “การประมวลผลบนก้อนเมฆ” แต่จริงๆ แล้ว Cloud Computing คือระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของเรานั่นเอง   แต่แทนที่จะต้องมาประมวลผลหรือทำงานบน PC แบบที่เราเคยใช้กันอยู่มันจะย้ายไปทำงานผ่านพวก WEB Browser บนโลกอินเตอร์เน็ต อาทิเช่น เดิมเราใช้ Microsoft Word, Excel, Power Point โดยเราต้องเปิด PC แล้วรอมัน Windows มันบู๊ต แล้วเราก็เลือกไอคอน โปรแกรมแล้วก็คลิ๊กเปิด แล้วก็ใช้งาน แต่ถ้าเป็น Cloud Computing หรือ Cloud Service คือเราเข้าอินเตอร์เน็ตให้ได้ และเราก็จะใช้งานโปรแกรมอะไรก็ตามแต่ ผู้ให้บริการบนโลกอินเตอร์เน็ต เขาก็จะเตรียมไว้ให้เราแล้ว (แต่ถ้าเข้าอินเตอรเน็ตไม่ได้…ก็เกิดเรื่องกันละทีนี้) เอาให้ง่ายเข้าไปอีก ลองคิดถึงแต่ก่อนเราอาจจะต้องใช้ Outlook หรือ Lotus Note ในการทำงานเพื่อเปิดเครื่องเพื่อรับเมล์ เดี๋ยวนี้เราจะเห็น มี Google, Hotmail หรือ Yahoo ให้เราสามารถเช็คเมล์ได้ โดยเฉพาะ Google พี่ท่านกะล็อกทุกอย่าง หรือครองโลกออนไลน์เลยก็ว่าได้ เดี๋ยวถ้าเรามี Domain แล้วไม่ต้องการมี Server หรือตั้งระบบ Mail Server เราสามารถไปเช่าใช้บริการผูกเมล์เราเข้ากับระบบ Gmail ของ Google ได้อีกต่างหาก

ในอนาคตอันไกล้ เครื่อง PC หรือ Notebook อาจจะไม่ต้องเปิดผ่าน Windows เลยก็เป็นไปได้ คือเปิดขึ้นมากลายเป็น WEB OS เลย ก็คือแบบเปิดปุ๊บ เข้าอินเตอร์เน็ตทันที อยากใช้โปรแกรมอะไรก็แค่ เรียก หรือเปิดใช้บริการเอา อาจจะมีทั้งแบบฟรี หรือเสียเงินก็ว่ากันไป และแนวโน้มก็ค่อนข้างจะไปทางนั้นแหละผมว่า เพราะเดี๋ยวนี้เราเริ่มมีอุปกรณ์พวก tablet หรือ มือถือ ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าระบบอินเตอร์เน็ตได้แบบทันทีที่เปิดเครื่อง และแนวโน้มของคนที่จะใช้ tablet นั้น ผมขอเดาว่าอีกไม่นาน 1-2 ปีนี้ จะมีปริมาณที่มากกว่า PC หรือ Notebook กว่าในอดีตมาก โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้ที่จะโตไวมาก เพราะมันชัดแล้วว่า เทคโนโลยีจะไวขึ้นเรื่อยๆ ขนาดเล็กลงเรื่อยๆ และราคาก็จะถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ทุกเพศ ทุกวัย

รายงานพิเศษจากรายการ “แบไต๋ไฮเทค” ที่สามารถจะอธิบายเรื่องของคำศัพท์แห่งยุค Cloud Computing ให้เข้าใจได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างชัดเจน ใครที่สนใจเทคโนโลยี server สมัยใหม่ต้องดู อธิบายแบบไทยๆ ให้ดูเข้าใจง่าย

 

หรือ

 

หลายๆ คนอาจจะเคยได้เจอหรือเคยได้ยินหรือแอบเข้าใจไปแล้วนิดๆ ก็ได้ ผมจะอธิบายแบบที่ผมเข้าใจแหละกัน Cloud Computing โดยหลักการใช้งานของ Cloud นั้นคือ ผู้ที่จะใช้ไม่ต้องสนใจเลยว่าระบบที่ตัวเองใช้จะมีโครงสร้างหรือ Hardware / Software อะไรยังไง ผู้ใช้เพียงแต่ระบุความต้องการหรือ Requirement ของตัวเอง จากนั้นระบบก็จะให้บริการหรือ Services ด้านต่างๆ ตามที่ระบบมีอยู่หรือตามที่ผู้ใช้ร้องขอ และจะมีส่วนประกอบหลักๆ ที่ต้องพูดถึงอยู่ 3 อย่างคือ บริการของมัน ความต้องการของเรา และทรัพยากรต่างๆ ที่ต้องใช้หรือมีอยู่

อีกกรณีหนึ่ง พวกเราทุกคนส่วนใหญ่ ใช้งาน Facebook กัน ทราบไหมว่า WEB Server ที่เราใช้งานมันตั้งอยู่ที่ไหน มี spec เป็นยังไง มี Hard Disk เท่าไหร่ เครือ่งใหญ่ไหม ส่วนใหญ่ไม่มีใครคิดถึงประเด็นนี้ มันก็คือหนึ่งตัวอย่างของระบบ Cloud Computing เช่นกัน เรามาดูกันว่า Facebook Server เป็นอย่างไรกัน

 

อีกหนึ่งกรณีของ Amazon ที่ได้วางโครงสร้าง  พื้นฐานการให้บริการ โดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 7Regions คือ US East (Northern Virginia), US West (Oregon), US West, (Northern California), EU (ไอร์แลนด์), Asia Pacific (สิงคโปร์) และ Asia Pacific (โตเกียว) และในแต่ละ Region

 

 

 

ที่มา : http://rattanasak.jigsawoffice.com/content/content.php?mid=87&did=338&tid=1&0

 

 

Google Apps คืออะไร มีประโยชน์และการใช้งานอย่างไร

Google Apps คือ แอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย Google เพื่อให้บริการทางด้านการบริหารจัดการภายในองค์กร ซึ่งได้มีการรวมแอปพลิเคชัน ต่างๆ ที่ถือว่ามีความจำเป็นต่อองค์กรในปัจจุบันอันได้แก่

  • Gmail
  • Google Talk
  • Google Calendar
  • Google Documents เป็นต้น

ทั้งนี้เราสามารถใช้บริการดังกล่าวได้ฟรี ซึ่งการติดตั้ง Google Apps เพื่อให้ใช้งานเต็มประสิทธิภาพ ทำได้โดยการ configure MX Record พร้อมทั้ง CNAME ของ DNS server ทั้ง บน Windows และ Linux ทำให้ บริษัทหรือองค์กรต่างๆ สามารถใช้ email ในรูปแบบโดเมนของท่านเองได้ ผ่านระบบ Gmail server ซึ่งให้พื้นที่เก็บอีเมล์สูงถึง 7 GB ต่อ account และที่สำคัญไปกว่านั้น Google Apps    ยังมีการจัดการเกี่ยวกับ Spam mail และ ไวรัส ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

Google Apps ประโยชน์การใช้งาน

1. การประหยัดค่าใช้จ่ายที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

แอปพลิเคชันการส่งข้อความและการทำงานร่วมกันที่ทำงานแบบเว็บของ Google ไม่จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ และต้องการการดูแลระบบน้อยที่สุด สร้างเวลาเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับธุรกิจ ผู้ใช้สามารถใช้งาน ส่วนติดต่อของ Microsoft Outlook ที่คุ้นเคยสำหรับอีเมล ที่อยู่ติดต่อ และปฏิทินได้ เมื่อเปลี่ยนไปใช้ Gmail และ Google ปฏิทิน บริษัททำวิจัยชั้นนำพบว่า Google Apps มีค่าใช้จ่ายโดยรวมเพียง 1/3 ของค่าใช้จ่ายสำหรับโซลูชันคู่แข่ง

2. พื้นที่เก็บข้อมูลมากกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม 50 เท่า

พนักงานแต่ละรายจะมีพื้นที่เก็บข้อมูลอีเมลขนาด 25 กิกะไบต์ ดังนั้นจึงสามารถเก็บข้อมูลสำคัญและค้นหาได้ทันทีด้วยการค้นหาของ Google ที่มีอยู่ภายในระบบ

Gmail ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้พนักงานสามารถลดเวลาในการจัดการกับกล่องจดหมายของตนและเพิ่มเวลาในการทำงาน คุณลักษณะที่ช่วยประหยัดเวลา ดังเช่น สายข้อมูลของข้อความ      ป้ายกำกับข้อความ การค้นหาข้อความอย่างรวดเร็ว และการกรองสแปมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้พนักงานสามารถทำงานกับอีเมลปริมาณมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การเข้าถึงอีเมล ปฏิทิน และ IM บนโทรศัพท์มือถือ

ด้วยการใช้ตัวเลือกมากมายสำหรับการเข้าถึงข้อมูลขณะเดินทาง พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย Google Apps แม้ว่าจะไม่อยู่ที่โต๊ะของตนก็ตาม Google Apps สนับสนุนการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายในอุปกรณ์ BlackBerry, iPhone, Windows Mobile, Android และโทรศัพท์หลายประเภทที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

4. รับประกันความน่าเชื่อถือของความพร้อมในการทำงาน 99.9%

เรารับประกันว่า Google Apps จะมีความพร้อมในการทำงานอย่างน้อย 99.9% ดังนั้นพนักงานของคุณจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น และคุณจะกังวลใจน้อยลงเกี่ยวกับการหยุดทำงานของระบบ การจำลองข้อมูลแบบซิงโครนัส ทำให้ข้อมูลและกิจกรรมของคุณใน Gmail, Google ปฏิทิน, Google เอกสารและ Google Sites มีการเก็บรักษาไว้ในเวลาเดียวกันในศูนย์ข้อมูลที่มีความปลอดภัยหลายแห่ง ถ้าศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งไม่สามารถตอบสนองคำขอของคุณ ระบบของเราได้รับการออกแบบให้เปลี่ยนกลับไปยังศูนย์ข้อมูลอีกแห่งซึ่งสามารถให้บริการบัญชีของคุณได้โดยที่ไม่เกิดการสะดุดขึ้น

Radicati Group พบว่าโดยปกติแล้ว Microsoft Exchange จะมีเวลาหยุดทำงานโดยไม่ได้กำหนดไว้เป็นเวลา 60 นาทีต่อเดือน ลูกค้าของ Google Apps พบว่าโดยปกติแล้วระบบจะหยุดทำงานน้อยกว่า 15 นาทีต่อเดือน

5. ความปลอดภัยของข้อมูลและเป็นไปตามข้อกำหนด

เมื่อคุณวางใจที่จะมอบข้อมูลของบริษัทแก่ Google คุณสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลสำคัญของคุณจะปลอดภัย ทีมงานรักษาความปลอดภัยข้อมูลของ Google ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกในด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูล แอปพลิเคชัน และเครือข่าย มุ่งเน้นที่จะรักษาข้อมูลของคุณให้ปลอดภัย Google และลูกค้าอื่นๆ จำนวนมากวางใจใช้ระบบนี้กับข้อมูลบริษัทที่มีความสำคัญสูง

ธุรกิจสามารถรับคุณลักษณะการรักษาความปลอดภัยที่สามารถปรับแต่งได้เหล่านี้กับ Google Apps:

  • เครื่องมือการกรองสแปมและอีเมลขาเข้าที่กำหนดเอง ขับเคลื่อนโดย Postini เพื่อเสริมตัวกรองสแปมที่มีประสิทธิภาพซึ่งทำงานโดยอัตโนมัติและไม่ต้องกำหนดค่าใดๆ
  • เครื่องมือการกรองอีเมลขาออกที่กำหนดเองเพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญจากการถูกเผยแพร่ ซึ่งขับเคลื่อนโดย Postini
  • กฎการแบ่งปันข้อมูลที่กำหนดเองเพื่อระบุขอบเขตที่พนักงานได้รับอนุญาตให้สามารถแบ่งปันด้วย Google เอกสาร, Google ปฏิทิน และ Google Sites
  • ข้อกำหนดความยาวของรหัสผ่านที่กำหนดเองและเครื่องแสดงความเข้มงวดด้วยภาพที่จะช่วยให้พนักงานเลือกรหัสผ่านที่ปลอดภัย
  • การเชื่อมต่อ SSL ที่บังคับใช้กับ Google Apps เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึง HTTPS อย่างปลอดภัย
  • การเก็บอีเมลล์แบบถาวร ซึ่งเป็นตัวเลือก สามารถเก็บรักษาได้ถึง 10 ปี

6. การควบคุมการดูแลระบบและข้อมูลแบบสมบูรณ์

ผู้ดูแลระบบสามารถปรับแต่ง Google Apps ในเชิงลึกเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านเทคนิค ตราสินค้า และธุรกิจของตนได้ ตัวเลือกการผสานรวมจะช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อ Google Apps กับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีอยู่ของคุณ

  • API การลงชื่อเพียงครั้งเดียวจะเชื่อมต่อ Google Apps กับระบบการตรวจสอบสิทธิ์ที่มีอยู่ของคุณ
  • เครื่องมือและ API การจัดสรรสำหรับผู้ใช้จะเชื่อมต่อ Google Apps กับระบบไดเรกทอรีผู้ใช้ที่มีอยู่ของคุณ
  • การสนับสนุนการกำหนดเส้นทางอีเมลและเกตเวย์อีเมลจะช่วยให้คุณสามารถใช้งาน Google Apps ควบคู่ไปกับโซลูชันอีเมลที่มีอยู่
  • เครื่องมือและ API การโอนย้ายข้อมูลอีเมลจะทำให้คุณสามารถนำอีเมลจากโซลูชันอีเมลที่มีอยู่ของคุณไปยัง Google Apps

การกำหนดตราสินค้าของระบบและความเป็นเจ้าของข้อมูลเป็นการกำหนดรูปลักษณ์ของ Google Apps ให้เป็นแบบของคุณเอง ช่วยให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะเป็นเจ้าของข้อมูลพนักงาน

  • กำหนดบัญชีผู้ใช้ด้วยตนเองในโดเมนอินเทอร์เน็ตของบริษัทของคุณ
  • โลโก้และสีที่กำหนดเองในแอปพลิเคชัน
  • การเป็นเจ้าของข้อมูลพนักงานของลูกค้าตามสัญญา

7. การสนับสนุนลูกค้าทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงที่เป็นประโยชน์

Google Apps มีความน่าเชื่อถือในระดับสูงและทำงานได้อย่างง่ายดาย แต่การสนับสนุนมีให้สำหรับผู้ดูแลระบบ หากคุณต้องการใช้งาน

ที่มา : http://zolomoe.exteen.com/20120617/google-apps

ข้อมูลเพิ่มเติม

1. http://googleblog.blogspot.com/2008/10/what-we-learned-from-1-million.html

2. http://www.google.com/intl/th/enterprise/apps/business/benefits.html?section=security

 

Weblog มีประโยชน์อย่างไรกับแวดวงธุรกิจในปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้ บริษัทชั้นนำต่าง ๆ ของโลก ได้หันมาจับตามอง Blog ซึ่งเป็นรูปแบบของ Marketing แบบใหม่ เนื่องจาก Blogger จะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้อ่าน Blog สูงมาก เนื่องจากทั้งสองสามารถโต้ตอบกันได้โดยตรง การที่ใช้ Blog มาเป็นเครื่องมือทางการตลาดนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็น Buzz Marketing บางบริษัทอาจเลือกเจ้าของ Blog ให้เป็น presenter ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง เช่นเสนอสินค้า ให้เจ้าของ Blog นำไปเขียนวิจารณ์หรือเขียนถึงใน Blog ของตนเป็นต้น บางบริษัทใช้ Blog เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสาร    หรือ PR ข่าวสารขององค์กร โดยการใช้ Blog  เพื่อประกาศข่าวสารนั้น จะดูมีความเป็นกันเองและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างเป็นมิตร เพราะเนื่องจากลูกค้าสามารถ comment หรือสื่อสารกับเจ้าของ Blog ได้ทันที ทำให้บริษัทเอง จะได้ประโยชน์จากคำแนะนำที่ตรงไปตรงมาของลูกค้าอีกด้วย บริษัทชั้นนำต่างเลือกที่จะใช้ Blog มาเป็นเครื่องมือทางการตลาดกันแล้ว โดยบางแห่งใช้ทั้ง Blog อย่างเป็นทางการของบริษัท แถมยังเปิดให้พนักงานได้เขียน Blog ของตนเองอีกด้วย โดยวิธีการนี้นับเป็นการทำการตลาดโดยการสร้างการรับรู้ตราสินค้า (Brand) โดยทางอ้อมอีกด้วย นอกเหนือจากองค์กรธุรกิจแล้ว บุคคลที่ทำงานคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม สามารถใช้ Blog เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงาน หรือขายสินค้าของตนได้อีกด้วยเช่น ช่างภาพ,ศิลปิน,นักออกแบบ,นักเขียน,นักวาดการ์ตูน,ร้านค้า ฯลฯ

Weblog มีประโยชน์อย่างไรกับแวดวงธุรกิจในปัจจุบัน?

1.เพื่อบริหารการจัดการความรู้ต่างๆ โดย Blog จะเป็นช่องทางให้ผู้อ่านหาข้อมูลที่ต้องการจาก Blog ต่างๆ ได้โดยง่าย ขณะเดียวกันผู้เขียน Blog หรือ Blogger ก็สามารถค้นคว้าหาข้อมูล หรือ update   ข้อมูลใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อ่าน หรือกลุ่มผู้บริโภคได้

2.เป็นที่ติดต่อสือสารและแรกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลที่มีแนวความคิดเดียวกัน เช่น เมื่อเราเขียน Blog แล้วมีผู้สนใจในเนื้อหา อาจมีข้อสงสัยสามารถที่จะ comment ข้อสงสัยไว้ได้เพื่อต้องการให้     ผู้เขียนอธิบายหรือตอบปัญหาดังกล่าว

3.เป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้อ่านและผู้เขียนคือผู้อ่านได้รับความรู้จากเรื่องที่ตนสนใจ และสามารถ comment เพื่อแสดงความคิดเห็นไว้ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนทำให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และทำความเข้าใจได้มากขึ้น

4.เป็นแหล่งความรู้ที่หลากหลาย เป็นสิ่งสรุปข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาอ่านหา ความรู้ได้ง่าย   มีการแสดงแนวคิดความคิดเห็นให้ ผู้อ่านได้ตัดสินใจ และเป็นแหล่งที่ ตั้งคำถามที่เราสงสัยเพื่อให้ผู้ที่มีความรู้เข้ามา comment บรรยาย ให้เราทราบได้อีกด้วย

ที่มา : http://metalunun.blogspot.com/2012/06/weblog.html

Social media และ Traditional media

เมื่อสื่อที่ได้รับความนิยมอย่าง Online Media หรือ Internet เข้ามามีบทบาทกับการเสพข้อมูลของผู้รับสารหรือกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ทำให้หลายๆองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องปรับกลยุทธ์การ โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ ให้ทันยุคทันสมัย

ทั้ง Advertising Agency, PR Agency, เจ้าของผลิตถัณฑ์และบริการ รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน    หันมาให้ความสนใจและเจียดงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ มาใช้กับสื่อใหม่มากขึ้น และนับวันยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ     หรือนี่จะถึงจุดจบของสื่อเก่าอย่าง หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ที่ย้อนกลับไปครั้งอดีต สื่อเหล่านี้เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อผู้รับสารค่อนข้างมาก หลายท่านคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า อิทธิพลของสื่อกับการทำหน้าที่ในฐานะสื่อสารมวลชน หรือประโยคเด็ดของ Mashall McLuhan (Understanding Media, 1964) ที่กล่าวว่า The Medium is the message (ซึ่งต้องมาศึกษากันเป็นกรณีไป) แน่นอนว่าก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับประโยคดังกล่าว

ย้อนกลับไปที่กระบวนการสื่อสารมวลชน ที่จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบอยู่ 4 ประเภทที่เรารู้จักกันดี ซึ่งในองค์ประกอบนี้มีผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร และการสื่อสารมวลชนให้ความเห็น และตั้งเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสื่อสารอยู่หลายทฤษฎีที่เราก็ต้องมานั้งศึกษาเป็นปีๆ องค์ประกอบดังกล่าวคือ

SMCR

  • S (Source) คือผู้ที่ทำหน้าที่ส่งสาร
  • M (Message) คือสาร หรือข้อมูลข่าวสาร (Information)
  • C (Channel) คือช่องทาง หรือสื่อ (Media)
  • R (Receiver)  คือผู้รับสาร

กระบวนการในการส่งสารของสื่อเก่า ถ้าเราจำแนกตามทิศทางการไหลของข่าวสารนั้นจะเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว (One-way communication) โดยที่ลักษณะของการส่งข่าวสารแบบนี้ผูู้ส่ง    ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดกระบวนการสื่อสารขึ้น ส่งข่าวสารผ่านสื่อไปยังผู้รับสาร โดยที่ผู้รับสารไม่มีโอกาสในการโต้ตอบ (Feedback) กลับไปยังผู้ส่งสารเลยในทันทีทันใด

ผู้รับสารก็ทำหน้าที่เพียงรับสาร หรือข่าวสารอย่างเดียว ลักษณะการสื่อสารแบบนี้เช่น การเขียนจดหมาย ใบปลิว หนังสือพิมพ์ ป้ายประกาศ วิทยุ โทรทัศน์ คำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นต้น

เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมขึ้น ทำให้ผู้รับสารไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารอีกต่อไป แต่ยังสามารถเป็นทั้งผู้รับ-ผู้ส่งสารในขณะเดียวกันที่เราเรียกว่า Feedback หรือ Response   ซึ่งในยุคแรกๆของสารสื่อสาร ผุ้รับสารสารมารถโต้ตอบกลับไปยังผู้ส่งสารได้ทันที ลักษณะของการสื่อสารแบบนี้ เช่นโทรศัพท์ Walky-Talky ฯลฯ และเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคล (Inter-personal Communication)

ในกรณีของการสื่อสารมวลชน (Mass Communication) ก็สามารถเป็นลักษณะ Two-way communication ได้เหมือนกัน เช่น สมัยก่อนเราฟังวิทยุ เราจะโทรศัพท์เข้าไปเพื่อขอเพลงที่เราอยากฟัง ถ้าเราดูทีวีประเภทรายการขายสินค้าเราก็จะโทรเข้าไปซื้อสินค้าตามเบอร์โทรศัพท์ที่รายการขึ้นทางหน้าจอโทรทัศน์ เป็นต้น การสื่อสารแบบนี้ทำให้ผู้ส่งสารทราบความต้องการของผู้รับสาร เพื่อที่จะนำไปปรับปรุง พัฒนาสินค้าและบริการ หรือเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันนั่นเอง

ย้อนกลับมาที่สื่อเก่ากับสื่อใหม่ ในยุคที่โทรทัศน์ทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนใหม่ๆ หลายคนทำนายและคาดการณ์ไปต่างๆนาๆว่า สื่อเก่าอย่างหนังสือพิมพ์จะตายไปเพราะโทรทัศน์ เนื่องจากให้ทั้งภาพ     ทั้งเสียง ทั้งความบันเทิงครบถ้วน แต่ปัจจุบันก็พิสูจน์แล้วว่า สื่อเก่า(มาก) อย่างหนังสือพิมพ์ก็ยังไม่ได้หายไปจากวงการสื่อสารมวลชน หนังสือพิมพ์ยังคงทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนให้ประชาชนได้รับข่าวสารมาจนถึงปัจจุบัน

แต่เมื่อเทคโนโลยีทางด้านสื่อสารโทรคมนาคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดทำให้ผู้รับสารไม่เป็นเพียง ผู้รับสาร และตอบกลับเท่านั้น     ยังกลายเป็นผู้ส่งสารอีกด้วย นั่นก็คือ ทุกคนสามารถเป็นได้ทั้งผู้ส่งและผู้รับในขณะเดียวกัน เพราะเรากำลังอยู่ในยุคของการสื่อสารที่เรียกว่า การสื่อสารใยแมงมุม หรือ Web Communication


รูปแบบของ Web Communication จากรูปด้านบน (A เป็นผู้ส่งสาร, B เป็นผู้รับสาร) แสดงให้เห็นว่าผู้รับสารไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้รับสารเพียงอย่างเดียวซะแล้ว แต่ยังสามารถเป็นผู้ส่งสารได้ในขณะเดียวกันโดยผ่าน Channel ต่างๆที่ตัวเองสามารถส่งสารได้ เช่น อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือชนิด   BB เป็นต้น ในลักษณะของการสื่อสารแบบใยแมงมุมเชื่อมโยงถึงกันไปเรื่อยๆ ซึ่งข้อมูลทีอยู่บนอินเทอร์เน็ต อาจเป็นข้อมูลที่อยู่นิ่งๆกับที่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าไปหาผู็รับสารเสมอไป ผู้รับสารหรือผู้บริโภคจะเป็นคนที่วิ่งเข้ามาหาข่าวสารเองก็ได้ นี่เองที่ทำให้ผู้บริโภคหรือผู้รับสารมีสิทธิ์ที่จะเลือกมากขึ้นและทำให้เกิดการแข่งขันกันทางการตลาดสูงมาก และ Feedback ทั้งด้านดีและ      ด้านลบก็รวดเร็วมากเช่นเดียวกัน

สิ่งที่ตามมาอย่างเห็นได้ชัดเจนคือสังคมออนไลน์ หรือ Social Media ที่เกิดจากการพัฒนาเว็บไซต์ให้กลายเป็น WEB2.0 ซึ่งเกิดขึ้นมาประมาณ 2547 โดยที่ผู้ใช้ปลายทางไม่ได้เป็นเพียงแต่เสพข่าวสารเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ใช้ปลายทางที่เรียกดูเว็บไซต์สามารถทำอะไรได้มากขึ้นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทของการเป็นผู้รับสารเพียงอย่างเดียว ในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ที่ตัวเองมีอยู่ให้มีส่วนร่วมในการออหแบบเว็บไซต์ด้วย โดยให้ผู้ใช้เป็นศูนย์กลางแทน เช่น บล็อก (BLOG) –  เว็บไซต์หลายๆเว็บไซต์ใช้แพลตฟอร์มเว็บ 2.0 แล้วให้ผู้ใช้ปลายทางสร้างเนื้อหาขึ้นมาเได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องมีวามรู้เรื่องการทำเว็บแต่อย่างใด เช่น Youtube, WordPress, Wikipedia, Flickr, eBay, Facebook ฯลฯ      และล่าสุด Google+

เมื่อสื่อใหม่ล่าสุดอย่างอินเทอร์เน็ตเข้ามา (ถ้านับปัจจุบัน 2011 อินเทอร์เน็ตใช้มาประมาณ 20-30ปีแล้ว แต่บูมสุดๆก็ในยุคนี้ ที่อะไรๆ กลายเป็นดิจิทัลไปซะหมด) ทำให้ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ กลายเป็นสื่อเก่าโดยปริยาย นักวิชาการหลายท่านก็ตั้งข้อสังเกตอีกว่า สื่อเก่าจะตายจากไป เพราะอินเทอร์เน็ตนั่นเอง จริงหรือไม่จริงตอนนี้เรายังตอบไม่ได้แน่ชัด แต่หนังสือพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาที่เป็นต้นฉบับของสื่อสารมวลชนที่มีชื่อว่า The Rocky Mountain News ได้ปิดตัวลง หลังจากที่ทำหน้าที่เป็นสื่อสารมวลชนมาถึง 150 ปีจากการเผชิญปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสื่อของประชาชน

สื่อเก่าหลายแห่งต้องเริ่มปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัลซะแล้ว เราจะเห็นว่า …..

1.  หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับในประเทศไทย ให้บริการ News Content และมีเนื้อที่สำหรับการโฆษณาออนไลน์ด้วย หรือจะอ่านหนังสือพิมพ์แบบ e-Newspaper ได้โดยผ่าน Digital Device ต่างๆ

2. โทรทัศน์ก็สามารถเข้าไปชมรายการย้อนหลังได้จากเว็บไซต์ช่องต่างๆ เราสามารถเลือกดูรายการที่เราพลาดชมหรือเลือกดูรายการโปรดได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดตอนจบของละคร

3. วิทยุก็กลายเป็นโทรทัศน์หรือเป็นเคเบิลทีวี เราสามารถฟังรายการวิทยุจากเว็บไซต์ หรือชมผ่านโทรทัศน์ก็ได้ ในขณะเดียวกันโทรทัศน์เองก็รายงานข่าวทั้งโทรทัศน์เองด้วยและก็ออกอากาศทางวิทยุ รวมถึงสามารถชมรายการสดๆทางอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย และที่สำคัญตอนนี้โทรทัศน์ของเราก็จะเป็น Internet TV โดยเป็นการพลิกโฉมของวงการโทรทัศน์อีกครั้ง เป็นการควบรวมอุปกรณ์ของสื่อมวลชนเพื่อให้ปรับตัวเข้ากับยุคของ Internet Technology

เรากำลังแยกแยะไม่ออกแล้วครับว่าสื่ออะไรเป็นสื่อหลักและสื่ออะไรที่เป็นสื่อรอง เพราะ Web Communication ทำให้เกิดยุคของการปฏิวัติโทรคมนาคม (ที่ได้ผ่านมาแล้ว) เกิดการพัฒนาและมีการปรับตัวของทั้งสื่อเองและผู้รับข่าวสารด้วย เรากำลังอยู่ในยุคของสื่อที่เรียกว่า Media Convergence Age หรือยุคของการควบรวมสื่อนั้นเอง ก็ไม่แน่ว่ารุ่นลูกรุ่นหลานเรา อาจจะไม่รู้จักคำว่าโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์แล้วก็ได้ครับเพราะมันจะแยกแยะกันไม่ออก ว่าสื่อโทรทัศน์ที่แท้จริงนั้นลักษณะเป็นอย่างไร หน้าตาเป็นอย่างไร

คำว่า Social Media นั้นค่อนข้างจะกว้างและไม่ชัดเจนนัก ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในแวดวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งการตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การสื่อสารมวลชน ฯลฯ ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรในยุคนี้ มันมองได้หลายแง่หลายมุม ในแต่ละมุมมองก็ตีความออกไปไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น

ในมุมของการสร้างสรรค์งานโฆษณา Social Media อาจเป็นสื่อโฆษณาที่มีการผสมผสานเทคนิคต่างๆเข้าไปซึ่งไม่เคยถูกใช้มาก่อนให้ดูน่าสนใจ เป็นที่สะดุดตา ก็เป็นสื่อใหม่ ใช้สิ่งที่ไม่เคยถูกใช้มาก่อนเป็นสื่อโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ ก็เป็นสื่อใหม่ หรือตำแหน่งของการโฆษณาตามจุดต่างๆที่แปลกๆ     อาจต้องผสมผสานความสร้างสรรค์เข้าไปอยู่ในตัวสื่อด้วย   แต่เราต้องแยกแยะ ตัว Ad กับสื่อให้ออกแค่นั้นเอง บางครั้งตัว Ad อาจไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แต่มันอยู่ถูกที่ถูกเวลา

ในมุมของการสื่อสาร Social Media อาจจะหมายถึงสื่อที่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของดิจิทัลได้ เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ก็เป็นสื่อใหม่ หรือวิธีการสื่อสารที่สามารถเข้าถึงผู้รับสารได้ใน  วงกว้างมีการตอบกลับอย่างรวดเร็วมาก ผู้รับสารสามารถเข้าถึงข่าวสารได้เอง ก็เป็นสื่อใหม่

ในมุมมองของความเป็นสื่อเองหรือพาหะของข้อมูลสารสนเทศ อาจจะหมายถึงอุปกรณ์ที่เป็น ผลมาจากการทำงานร่วมกันระหว่าสื่อกับเทคโนโลยี สามารถนำเสนอในรูปแบบของ Multimedia Interactive ได้ เช่น Tablet, PDA, VDO Conference, CD-ROM, DVD ROM,     SD Card ฯลฯ หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เป็นสื่อใหม่ ฯลฯ  ยังไม่พูดถึง Smart Phone หรือ tablet ต่างๆที่ความสามารถนั้นใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ซึ่งเป็นได้มากกว่าโทรศัพท์ เราสามารถ อ่านข่าว เช็คอีเมลล์ ดูทีวี แช็ตกับเพื่อนๆ ใช้ Social Network ฯลฯ           ทุกวันนี้ผู้คนสามารถทำทุกอย่างได้บนมือถือไม่แพ้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ และนั่นเองเราก็กำลังเข้าสู่ในยุคของ Digital Devices Convergence ที่อุปกรณ์ดิจิตัลต่างๆนั้นสามารถทำงานได้ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนผู้ใช้อย่างเราๆก็สามารถเข้าถึงข่าวสารได้ทุกที่ ทุกเวลา และในทุกๆอุปกรณ์ (Any Where Any Time and Any Devices) มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการสื่อสารอย่างใหญ่หลวง จากที่เราต้องคอยข่าวสารจากสื่อมวลชน ทุกวันนี้เราสามารถเข้าไปหาสื่อมวลชน เองได้ ซึ่งเป็นลักษณะของ Push กับ Pull ของข่าวสาร

ยุคนี้เป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงและเราต้องปรับตัวหลายอย่างครับ เราควรใช้เทคโนโลยีต่างๆให้เป็น คำว่า “ใช้ให้เป็น” คือใช้ให้มันเกิดประโยชน์โดยที่ไม่ไปทำลายการใช้ชีวิตของเราในด้านอื่นๆ จากหลายๆกรณีศึกษาที่กำลังเกิดขึ้นและหลายกรณีที่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีกมากมาย

วีดีโอ Social Media และ Traditional Media

ขอขอบคุณแหล่งที่มาที่สำคัญ : http://tarbby.wordpress.com/2011/06/01

ข้อมูลเพิ่มเติม

1. http://www.wikipedia.org/

2. http://www.youtube.com/

3. http://www.webmedia-solutions.com/

4. http://www.marketing-made-simple.com/

หลักการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย

หลักการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย

1 ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ไม่บอกชื่อนามสกุลจริง ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์บ้าน เพราะผู้ร้ายสามารถใช้หมายเลขโทรศัพท์บ้านเพื่อโทรสอบถามที่อยู่ของเจ้าของบ้านได้จากบริการ 1133 ซึ่งเป็นบริการมาตรฐาน โจรผู้ร้ายและพวกจิตวิปริตอาจมาดักทำร้ายคุณได้ เวลา Chat   ก็ให้ใช้ชื่อเล่นหรือชื่อสมมุติแทน

2 ไม่ส่งหลักฐานส่วนตัวของตนเองและคนในครอบครัวให้ผู้อื่น เช่น สำเนาบัตรประชาชน เอกสารต่างๆ รวมถึงรหัสบัตรต่างๆ เช่น เอทีเอ็ม บัตรเครดิต ฯลฯ ให้กับผู้อื่น แม้แต่เพื่อน เพราะเพื่อนเองก็อาจถูกหลอกให้มาถามจากเราอีกต่อหนึ่ง

3 ไม่ควรโอนเงินให้ใครอย่างเด็ดขาด นอกจากจะเป็นญาติสนิทที่เชื่อใจได้

4 ไม่ออกไปพบเพื่อนที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต เว้นเสียแต่ว่าได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ผู้ปกครอง และควรมีผู้ใหญ่หรือเพื่อนไปด้วยหลายๆ คน เพื่อป้องกันการลักพาตัว หรือการ กระทำมิดีมิร้ายต่างๆ

 

 

 

5 ระมัดระวังการซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงคำโฆษณาชวนเชื่ออื่นๆ เด็กต้องปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครอง โดยต้องใช้วิจารณญาณ พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ขาย เช่น ดูประวัติ  ดูการให้ Comment จากผู้ซื้อรายก่อนๆ ที่เข้ามาเขียนไว้ พิจารณาวิธีการจ่ายเงิน ฯลฯ และต้องไม่บอกรหัสบัตรเครดิต และเลขท้าย 3 หลักที่อยู่ด้านหลังบัตรให้แก่ผู้ขาย หรือใครๆ โดยเด็ดขาด  เพราะเป็นรหัสสำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต คุณอาจถูกยักยอกเงินจากบัตรเครดิตจนเต็มวงเงินที่คุณมี แล้วมารู้ตัวอีกทีก็มีหนี้สินมหาศาล นอกจากนี้ผู้ปกครองไม่ควรวางกระเป๋าเงินที่ใส่บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ ให้เด็กหยิบได้ง่าย เพราะคำโฆษณาล่อหลอกทางเน็ต  อาจทำให้เด็กอยากซื้อสินค้าที่ไม่เหมาะสมบางอย่าง แล้วอาจมาเปิดดูรหัสบัตร เพื่อไปซื้อสินค้าออนไลน์ได้

6 สอนให้เด็กบอกพ่อแม่ผู้ปกครองหรือคุณครู ถ้าถูกกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต (Internet Bullying) เช่น ได้รับอีเมล์หยาบคาย การข่มขู่จากเพื่อน การส่งต่ออีเมล์ข้อความใส่ร้ายป้ายสีรุนแรง หรือถูกนำรูปถ่ายไปตัดต่อเข้ากับภาพที่ไม่สมควร ถูกแอบถ่ายขณะทำภารกิจส่วนตัว เป็นต้น ให้เด็กบอกพ่อแม่ ถ้าเป็นการกลั่นแกล้งในหมู่เพื่อน พ่อแม่ควรแจ้งคุณครูหรือทางโรงเรียนและผู้ปกครองของเด็กคู่กรณีให้รับทราบพฤติกรรมการกลั่นแกล้งของเพื่อนนักเรียน เพราะการกลั่นแกล้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แบบนี้ อาจทำให้เด็กที่ถูกแกล้งเสียสุขภาพจิต ไม่อยากไปโรงเรียนและมีปัญหาการเรียนได้ ซึ่งพ่อแม่เองก็ควรจะสังเกตอาการลูกด้วยว่าซึมเศร้าผิดปกติหรือเปล่า และควรพูดคุยกันอย่างเปิดเผย ส่วนการกลั่นแกล้ง แบล็คเมล์ในกรณีรุนแรงควรแจ้งตำรวจเพื่อเอาโทษกับผู้กระทำผิด

7 ไม่เผลอบันทึกยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดขณะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ                   การใช้คอมพิวเตอร์ที่โรงเรียน ที่อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ที่บ้านคนอื่นต้องระวังเวลาใส่ชื่อยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดในการล็อคอินเข้าไปในเว็บไซต์ หรือเปิดใช้โปรแกรมต่างๆ เช่น เปิดเช็คอีเมล เปิดใช้โปรแกรมสนทนา MSN เปิดดูข้อมูลทางการเงินส่วนตัวผ่านเว็บไซท์ธนาคารที่ให้บริการออนไลน์  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การล็อคอินเข้าไปยังเว็บไซท์ เพื่อชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต      จะต้องไม่เผลอไป ทำเครื่องหมายถูกที่หน้ากล่องข้อความที่มีความหมายประมาณว่า “ให้บันทึกชื่อผู้ใช้และพาสเวิร์ดของคุณบนเครื่องคอมพิวเตอร์นี้” อย่างเด็ดขาด เพราะผู้ที่มาใช้เครื่องต่อจากคุณ สามารถล็อคอินเข้าไปจากชื่อของคุณที่ถูกบันทึกไว้ แล้วสวมรอยเป็นคุณหรือแม้แต่โอนเงินในบัญชีของคุณจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆ ที่เขาต้องการ ผลก็คือคุณอาจหมดตัวและล้มละลายได้
8 การใช้โปรแกรม MSN อย่างปลอดภัย
ถ้าเจอเพื่อนทางเน็ตที่พูดจาข่มขู่ หยาบคาย ชวนคุยเรื่องที่ไม่เหมาะสม พยายามชวนออกไปข้างนอก ควรเลิกคุยและบอกผู้ปกครองรวมทั้งสกัดกั้น Block ชื่อของเพื่อนคนนั้นๆ ไม่ให้เข้ามาคุยกับเราหรือ ไม่ให้ส่งอีเมล์มาหาเราได้อีก นอกจากนี้คุณยังสามารถตั้งค่าการใช้งานโปรแกรมสนทนาให้เป็นแบบ Private ได้ เช่น ในโปรแกรมสนทนายอดนิยมอย่าง MSN Messenger สามารถตั้งค่าให้เพื่อนใหม่ที่อยากจะเข้ามาคุยกับคุณ ต้องขออนุญาติก่อน เมื่อคุณตอบตกลง เขาจึงส่งข้อความมาคุยโต้ตอบกับคุณได้ ซึ่งถ้าไม่ได้ตั้งค่าเอาไว้ ใครๆ ก็สามารถส่งข้อความมาถึงคุณได้ ซึ่งถ้าผู้ใช้เป็นเด็กอาจได้รับข้อความถามขนาดอวัยวะเพศ ข้อความชวนไปมีเซ็กซ์พร้อมบรรยายสรรพคุณต่างๆ ข้อความเสนอขาย Sex Toy ฯลฯ โผล่ขึ้นมาได้ ซึ่งคงไม่ดีแน่ ดังนั้นการตั้งค่า Privacy จึงเป็นการคัดกรอง (Screen) ผู้ใช้และป้องกันไม่ให้คุณหรือเด็กได้รับข้อความลามก ข้อความเชิญชวนแปลกๆ จากผู้ใช้ที่เราไม่รู้จักและไม่อยากจะคุยด้วย นอกจากนี้ ไม่ควรใส่ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อนามสกุลจริง ที่อยู่     เบอร์โทรศัพท์ในข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ ถ้าเคยใส่ไว้ ให้ลบออกให้หมด ถึงแม้ว่าคุณจะใช้โปรแกรมสนทนาอื่นๆ เช่น ICQ หรือ Chat Room ตามเว็บไซต์วัยรุ่นอื่นๆ ก็ขอให้ยึดหลักปฏิบัติเดียวกันนี้ เพื่อความปลอดภัย

9 ระวังการใช้กล้องเว็บแคม
ขณะที่เราใช้โปรแกรมสนทนา เช่น MSN เราสามารถใช้กล้องเว็บแคมเพื่อให้คู่สนทนาเห็นภาพวีดีโอของเราได้ ถ้าเขาเองก็มีกล้องเว็บแคมเช่นกัน เราก็จะเห็นหน้าของเขาด้วย ยิ่งถ้ามีไมโครโฟนเสียบต่อกับคอมพิวเตอร์ ก็จะสามารถพูดคุยออนไลน์แบบเห็นภาพและเสียงได้เลย ประหยัดและใช้ดีกว่าโทรศัพท์โดยเฉพาะเวลาคุยกับคนที่อยู่ต่างประเทศ แต่ผู้ใช้จะต้องใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเท่านั้น จึงจะส่งผ่านภาพและเสียงได้ทัน ที่น่าเป็นห่วงก็คือ      การ Chat กับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันทางอินเทอร์เน็ต เขาสามารถบันทึกภาพของเราขณะพูดคุยกับเขา เพื่อเอาไปใช้ในทางไม่ดีๆ ได้ เช่น เอาไปตัดต่อแล้วขาย นอกจากนี้ถ้าผู้ใช้เป็นเด็ก อาจถูกมิจฉาชีพออนไลน์พยายามขอให้เด็กเปิดเว็บแคม เพื่อจะได้เห็นภาพ/เสียง ของเด็กชัดๆ หลอกให้เด็กเอากล้องเว็บแคม หันไปยังทิศต่างๆ ของบ้าน เพื่อเก็บข้อมูลรายละเอียดบ้านเตรียมการลักพาตัวหรือโจรกรรมได้ ดังนั้นการติดตั้งอุปกรณ์เสริมอย่างกล้องและไมค์นี้ผู้ปกครองควรพิจารณาให้ดีว่าสมควรหรือไม่ เด็กโตพอที่จะระมัดระวังป้องกันตัวและไม่หลงเชื่อพวกล่อลวงออนไลน์แล้วหรือยัง นอกจากนี้การติดกล้องเว็บแคมที่ต่อติดอยู่กับเครื่องคอมตลอดเวลาเพราะระหว่างที่คุณไม่ได้อยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ต่ออินเทอร์เน็ตทิ้งไว้ นักแคร็กมืออาชีพ              พวกมิจฉาชีพไฮเทค สามารถล็อคเข้ามาในเครื่องของคุณและสั่งเปิดกล้องเว็บแคมของคุณ เพื่อแอบบันทึกภาพบ้านของคุณ ประตู หน้าต่าง ทางเข้าออก เพื่อเตรียมการโจรกรรมหรือแอบถ่ายอิริยาบถของคุณตอนที่ไม่รู้ตัว แล้วเอาไปขายเป็นวีซีดีประเภทแอบถ่ายทั้งหลาย เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงในต่างประเทศ  อาจเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยแต่คงยังไม่รู้ตัวกัน ดังนันให้ถอดกล้องเว็บแคมออกทุกครั้งที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์และถ้าไม่มีความจำเป็น ก็ไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ตทิ้งเอาไว้ถึงจะใช้บรอดแบรนด์       (ไฮสปีด) อินเทอร์เน็ตก็ตาม

10 ไม่ควรบันทึกภาพวิดีโอ หรือเสียงที่ไมเหมาะสมบนคอมพิวเตอร์ หรือบนมือถือ เพราะภาพ เสียง หรือวีดีโออาจรั่วไหลได้ เช่นจากการแคร็กข้อมูลหรือถูกดาวน์โหลดผ่านโปรแกรม เพียร์ ทู เพียร์ (P2P) และถึงแม้ว่าคุณจะลบไฟล์นั้นออกไปจากเครื่องแล้ว ส่วนใดส่วนหนึ่งของไฟล์ยังตกค้างอยู่แล้วอาจถูกกู้กลับขึ้นมาได้โดยช่างคอมพิวเตอร์ ช่างโทรศัพท์มือถือ

11 จัดการกับ Junk Mail จังค์ เมล์ หรือ อีเมล์ขยะ ปกติการใช้อีเมล์จะมีกล่องจดหมายส่วนตัว หรือ Inbox กับ กล่องจดหมายขยะ Junk mail box หรือ Bulk Mail เพื่อแยกแยะประเภทของอีเมล์ เราจึงต้องทำความเข้าใจ และเรียนรู้ที่จะคัดกรองจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ด้วยตัวเองเพื่อกันไม่ให้มาปะปนกับจดหมายดีๆ ซึ่งเราอาจเผลอไปเปิดอ่าน แล้วถูกสปายแวร์ แอดแวร์เกาะติดอยู่บนเครื่องหรือแม้แต่ถูกไวรัสคอมพิวเตอร์เล่นงาน

  • เวลาที่คุณใช้อีเมล์ ถ้าใครที่เป็นเพื่อนหรือคนรู้จักให้คุณบันทึกอีเมล์ของเพื่อนคุณเอาไว้ในสมุดจดที่อยู่(Address Book) ซึ่งจะมีอยู่แล้วใน Inbox หรือกล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวของคุณ
  • เวลาที่คุณพบอีเมล์ที่มาจากคนไม่รู้จัก อีเมล์ที่มีหัวข้อส่อไปในทางลามกหรือพยายามขายสินค้า ให้คุณไปคลิกเลือกที่หน้าอีเมล์นั้น แล้วเลือก Block หรือสกัดกั้น เขาก็จะส่งอีเมล์มาหาเราไม่ได้อีก
  • เนื่องจากอีเมล์ขยะมีจำนวนมากมาจากหลายที่หลากหลายชื่อผู้ส่งจนบางครั้งเว็บไซต์ที่ให้บริการอีเมล ของเราเองก็สกัดกั้นไม่ไหว เราก็ต้องค่อยๆ เลือกทีละอันแล้ว คลิกแจ้งว่าอีเมล์นี้เป็นอีเมล์ขยะ (Report as junk mail) ในครั้งต่อไป อีเมล์นั้นก็จะตกไปอยู่ใน Junk Mail Box แทน
  • บางครั้งอีเมล์จากเพื่อนใหม่ที่เป็นเพื่อนของเราจริงๆ ส่งมาหาเราแต่เรายังไม่เคยบันทึกชื่ออีเมล์ของเขาไว้ใน address book มาก่อน อีเมล์ของเพื่อนคนนั้นก็จะตกไปอยู่ในกล่องจดหมายขยะปะปนกับขยะจริงๆ เราจึงต้องหมั่นเข้าไปตรวจดูกล่องจดหมายขยะ เพื่อเลือกอีกครั้งว่ามีจดหมายที่ดีหลงเข้าไปอยู่บ้างหรือไม่ ถ้ามีก็แค่บันทึกชื่ออีเมล์ของเพื่อนคนนั้นไว้ในสมุดจดที่อยู่เพื่อที่คราวต่อไปเมื่อเพื่อนส่งอีเมล์มาหาก็จะตรงเข้ากล่องจดหมายหลักแทนที่จะเข้ากล่องจดหมายขยะ
  • ปกติถ้าคุณเป็นคนที่ใช้อีเมล์ ควรหมั่นเข้าไปเช็คเมล์เรื่อยๆเพราะบางครั้งอีเมล์ขยะก็อาจจะทำให้พื้นที่รับจดหมายของคุณเต็ม ทำให้พลาดโอกาสรับข่าวสารดีๆ หรือข้อมูลสำคัญจากเพื่อนๆ
  • คุณควรมีอีเมล์ไว้ใช้อย่างน้อย 3 อีเมล์แอคเค้าท์ อันแรกอาจเป็นอีเมล์งาน เอาไว้ติดต่อธุรกิจเท่านั้น ซึ่งไม่ควรให้อีเมล์นี้กับคนทั่วไป อันที่สองคืออีเมล์ไว้ใช้ติดต่อกับเพื่อนๆ และอันที่ 3       ใช้เวลาไปกรอกข้อมูลสมัครสมาชิก ร่วมรายการชิงโชคต่างๆ เพื่อกันพวกสแปมเมล์ ไวรัสเมล์ แอดแวร์ สปายแวร์ ออกจากอีเมล์หลักที่ใช้เป็นประจำให้มากที่สุด

12 จัดการกับแอดแวร์ สปายแวร์
จัดการกับสปายแวร์แอดแวร์ที่ลักลอบเข้ามาสอดส่องพฤติกรรมการใช้เน็ตของคุณ ด้วยการซื้อโปรแกรมหรือไปดาวน์โหลดฟรีโปรแกรมมาดักจับและขจัดเจ้าแอดแวร์ สปายแวร์ออกไปจากเครื่องของคุณ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมฟรีได้ที่
www.lavasoftusa.com/software/adaware/
www.safernetworking.org
แต่แค่มีโปรแกรมไว้ในเครื่องยังไม่พอ คุณต้องหมั่นอัพเดทโปรแกรมออนไลน์และสแกนเครื่องของคุณบ่อยๆด้วย เพื่อให้เครื่องของคุณปลอดสปาย ข้อมูลของคุณก็ปลอดภัย
* โปรแกรมล้าง แอดแวร์ และ สปายแวร์ จะใช้โปรแกรมตัวเดียวกัน ซึ่งบางครั้งเขาอาจตั้งชื่อโดยใช้แค่เพียงว่า โปรแกรมล้าง แอดแวร์ แต่อันที่จริง มันลบทิ้งทั้ง แอดแวร์ และสปายแวร์พร้อมๆ กัน    เพราะเจ้าสองตัวนี้คล้ายๆ กัน

13 จัดการกับไวรัสคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจำเป็นต้องมีโปรแกรมสแกนดักจับและฆ่าไวรัส ซึ่งอันนี้ควรจะดำเนินการทันทีเมื่อซื้อเครื่องคอม เนื่องจากไวรัสพัฒนาเร็วมาก มีไวรัสพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน แม้จะติดตั้งโปรแกรมฆ่าไวรัสไว้แล้ว ถ้าไม่ทำการอัพเดทโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ต เวลาที่มีไวรัสตัวใหม่ๆ แอบเข้ามากับอินเทอร์เน็ต เครื่องคุณก็อาจจะโดนทำลายได้ โปรแกรมตรวจจับไวรัสที่นิยมได้แก่ Norton Antivirus นอร์ตันแอนไทไวรัส, McAfee VirusScan แมคอะฟี่ ไวรัสสแกน, Kaspersky Anti-Virus Personal แคสเปอร์สกาย แอนไทไวรัส เพอเซินนอล, Trend PC-Cillin เทรนด์ พีซี ซิลลิน ฯลฯ
ซึ่งคุณสามารถไปซื้อแผ่นโปรแกรม หรือ จะดาวน์โหลดฟรีโปรแกรม (AVG Virus Scan Free Edition) มาใช้ก็ได้ ที่ http://free.grisoft.com/freeweb.php/doc/2/ นอกจากโปรแกรมเหล่านี้จะช่วยดักจับไวรัสแล้ว ยังมีโปรแกรมเสริมที่เรียกว่า Firewall เช่น McAfree Personal Firewall Plus, Norton Personal Firewall หรือแม้แต่ในตัว WindowsXP Service Pack2 ขึ้นไป ก็จะมีโปรแกรมไฟร์วอล มาให้ด้วยซึ่ง ไฟร์วอลนี้ทำหน้าที่เหมือนตำรวจจราจรออนไลน์ คอยหยุดตรวจและดักจับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามารุกรานเครื่องคุณซึ่งจะช่วยป้องกันการถูกคนนอกเข้ามาแคร็กเอาข้อมูลจากเครื่องของคุณได้ นอกจากนี้ยังช่วยสกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมที่อาจจะออกจากเครื่องของคุณ เช่นกรณีคอมของคุณติดไวรัส เป็นต้น โดยไฟร์วอลนี้ จะคอยตั้งคำถามคุณเสมอเวลาคุณเปิดเว็บไหน หรือใช้โปรแกรมอะไร เพื่อรอฟังคำอนุญาติของคุณ แล้วจดบันทึกเอาไว้ว่า เว็บลักษณะนี้ โปรแกรมประเภทนี้คุณอนุญาติหรือไม่อนุญาติให้ใช้ นอกจากจะช่วยกันพวกไวรัส สแปม สปายแล้วยังเป็นการสกรีนและป้องกันการเปิดเข้าไปในเว็บไม่เหมาะสมได้ทางหนึ่ง สำหรับโปรแกรมไฟร์วอลนี้ ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า จำเป็นต้องใช้จริงหรือ สามารถช่วยกันเด็กจากเว็บไม่เหมาะ สมได้จริงหรือ คุณจะใช้หรือไม่คงต้องตัดสินใจกันเอาเอง แต่สำหรับโปรแกรมดักจับไวรัสคอมฯ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องแน่นอน

14 ใช้ Adult Content Filter ในโปรแกรม P2P
สำหรับผู้ชื่นชอบการดาวน์โหลดผ่านโปรแกรมแชร์ข้อมูล P2P ให้ระวังข้อมูลสำคัญ ไฟล์ภาพ วีดีโอส่วนตัว หรืออะไรที่ไม่ต้องการจะเปิดเผยสู่สาธารณะชน ควรบันทึกลงซีดี ดีวีดี หรือเทปไว้ อย่าเก็บไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะคุณอาจถูกเจาะเอาข้อมูลเหล่านี้ไปได้ สำหรับครอบครัวที่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมดาวน์โหลด แต่ก็ไม่อยากให้เด็กในบ้านเปิดใช้แล้วดาวน์โหลดเจอแต่ภาพ วีดีโอลามก สามารถตั้งค่ากรอง เนื้อหาไม่เหมาะสมจากการสืบค้นได้ ยกตัวอย่าง โปรแกรม Kazaa กาซ่า จะมีฟังก์ชั่น สกรีนเนื้อหาไม่เหมาะสมออกจากการสืบค้นได้ ซึ่งเรียกว่า Family Filter แฟมิลี่ ฟิลเตอร์ หรือการ กรองเนื้อหาไม่เหมาะสมสำหรับครอบครัว ซึ่งเข้าไปตั้งค่าได้ใน Kazaa Media Destop Options      กาซ่า มีเดีย เดสท็อป อ็อปชั่นส์

15 เซิร์ชข้อมูลอย่างปลอดภัย ด้วย Google
ปัจจุบันการเซิร์ชหรือสืบค้นข้อมูลผ่าน Search Engine เซิร์ชเอ็นจิ้น อย่าง Google.com เป็นเสมือนหนึ่งในกิจวัฎของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไปแล้ว แต่เนื่องจากผลจากการสืบค้นนั้นมีหลากหลายมาก และถ้าเด็กใช้ ก็อาจเผลอเปิดไปเจอเว็บไซท์สำหรับผู้ใหญ่ ที่อาจแอบแฝงตัวด้วยการใช้ชื่อธรรมดาๆ หรือชื่อน่ารักๆ ชื่อตัวการ์ตูนต่างๆได้ แต่เราป้องกันได้ ด้วยการตั้งค่า Google Preferences เพื่อให้ กูเกิ้ล กรองเนื้อหา และภาพไม่เหมาะสมสำหรับเด็กออกไปจากผลการสืบค้น ซึ่งมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

  • เข้าไปที่หน้า Google Preferences ตามที่อยู่นี้www.google.com/preferences?hl=en.
  • แล้วลงไปตั้งค่าที่หัวข้อ Safe Search Filtering
  • เลือกระดับความเข้มงวดในการคัดกรองภาพและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กได้ตามความต้องการ
  • แล้วคลิก “เซฟ” (Save preferences) เพื่อบันทึกการตั้งค่า

16 กรองเว็บไม่เหมาะสมด้วย Content Advisor ในอินเทอร์เน็ต เอ็กซ์พลอเรอ
ในโปรแกรมเว็บ บราวเซอร์ อย่าง อินเทอร์เน็ต เอ็กซ์พลอเรอ ก็มีการตั้งค่า คอนเทนท์ แอดไวเซอร์ หรือฟังก์ชั่น การกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก ซึ่งจะทำให้เด็กไม่สามารถเปิดเข้าไปในเว็บไซท์ที่มีภาพและเนื้อหาโป๊เปลือย ภาษาหยาบคาย รุนแรงได้และยังมีการตั้งรหัส สำหรับผู้ปกครอง เพื่อกันเด็กเข้าไปแก้ไขการตั้งค่าของคุณ ซึ่งคุณสามารถเข้าไปปลดล็อกได้ทุกเมื่อ ถ้าคุณจำเป็นต้องเข้าเว็บไซต์บางเว็บไซต์

17 POP-UP Blocker
การจัดการกับกล่องข้อความ ป๊อป-อัพ ที่เปิดตัวอัตโนมัติทันทีที่เราเปิดเว็บไซท์บางเว็บไซท์ ซึ่งบ่อยครั้งจะเป็นข้อความ ขายสินค้าสำหรับผู้ใหญ่ต่างๆและมักจะมีพวกสปายแวร์ กระโดด เข้ามาซ่อนอยู่ในคอมของเราอีกด้วย การป้องกัน ป๊อป-อัพ เปิดตัวอัตโนมัติทำได้ง่ายนิดเดียว สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เอ็กซ์พลอเรอ เข้าไปที่ Tools เลือก Pop-up Blocker เพียงเท่านี้ ก็จะไม่มีป๊อป-อัพ โผล่ขึ้นมากวนใจคุณอีก

18 ปลาวาฬ บราวเซอร์ (Plawan Browser )
ทางเลือกใหม่ในการท่องเว็บ อย่างปลอดภัย สำหรับคนไทย ใช้งานง่ายด้วยเมนูภาษาไทย พร้อมดิกชันนารีในตัว ติดขัดศัพท์คำไหนคลิกแปลได้ทันที แถมยังมีระบบรักษาความปลอดภัยเป็นเยี่ยม      ช่วยกรองเว็บที่มีภาพ ภาษาและเนื้อหาไม่เหมาะสม เข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม และดาวน์โหลดมาใช้ (ฟรี) ที่ www.plawan.com

19 ปลาวาฬ ทูลบาร์ (Plawan Toolbar)
สำหรับผู้ใช้ ที่ยังคงติดใจ เว็บบราวเซอร์ เดิมๆ อย่าง Internet Explorer แต่ต้องการความปลอดภัย สามารถดาวน์โหลดเฉพาะ Plawan toolbar เป็นอุปกรณ์เสริม ซึ่งสามารถติดตั้ง และใช้ควบคู่ไปกับ Internet Explorer ได้ โดยปลาวาฬ ทูลบาร์นี้มีหน้าที่ อำนวยความสะดวกในการ แจ้งชื่อเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม และแนะนำเว็บไซต์ที่ดีๆ เหมาะสำหรับเยาวชน โปรแกรมสามารถติดตั้งได้บนคอมพิวเตอร์ทั่วไป ที่ใช้ระบบ ปฏิบัติการ Windows98 และ WindowsXP เข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดมาใช้(ฟรี)ที่ www.plawan.com นอกจากนี้ทางกระทรวงไอซีที ยังได้ออกโปรแกรมตัวใหม่ Housekeeper เฮ้าส์คีปเปอร์ เพื่อช่วยบล็อกเว็บไม่เหมาะสม ช่วยจำกัดเวลาการใช้เน็ตใช้คอม โดยผู้ปกครองเป็นคนตั้งค่าเอง ซึ่งสามารดาวน์โหลดได้ที่ www.icthousekeeper.com

ที่มา : http://safenet.wetpaint.com